Ballon d'Or Player of the Year

ณ ประวัติศาสตร์ลูกหนังอันยาวไกล หนึ่งในเรื่องราว เรื่องเล่า ที่กล่าวขานกันมาช้านาน ในวันที่โลกยังมีเพียงสื่อสิ่งพิมพ์และเสียงบรรยายจากวิทยุ หากจะมีภาพวิดีโอก็เป็นเพียงสีขาวดำ ส่งต่อข้อมูลและความบันเทิง ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน 

เรื่องสำคัญ ของมนุษย์สายพันธ์ที่หลงใหล กีฬาลูกผู้ชายที่เรียกกว่า ฟุตบอล มีบันทึกเกี่ยวกับนักเตะที่ดีที่สุดในแต่ละปี นับเฉพาะบนแผ่นดินยุโรป ในคราวเริ่มแรก จากนิตยสารรายสัปดาห์ของฝรั่งเศสที่มีข่าวฟุตบอลจากทั่วทุกมุมโลก ชื่อว่า ฟร๊านซ์ ฟุตบอล หรือ หากอ่านในภาษาฝรั่งเศสตามเจ้าของหนังสือ ต้องเปลี่ยนเสียงนิดๆ เป็น ฟร๊องซ์ ฟุตบอล 

เริ่มมีการมอบรางวัลให้กับนักเตะที่ทำผลงานดีที่สุดในรอบปี โดยการคัดเลือกจาก นักข่าวของหนังสือ ฟร๊องซ์ ฟุตบอล เป็นผู้คัดเลือก ก่อนที่ในเวลาต่อมา มีการเพิ่มนักข่าวในท้องถิ่นทวีปยุโรป ก่อนจะกลายเป็นนักข่าวจากทั่วโลกในยุคหลังๆ โดยตัวรางวัลมีลักษณะเป็น ลูกฟุตบอลสีทอง ที่สื่อบ้านเราเรียกว่า รางวัลลูกฟุตบอลทองคำ แบ่งเป็นคำว่า บัลลง ที่แปลว่า ลูกฟุตบอล และ ดอร์ ที่แปลว่า ทองคำ และนั่นคือที่มาของคำว่า “บัลลงดอร์” 

นักเตะคนแรกที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ที่เริ่มต้นครั้งแรกในปี 1956 - สแตนลีย์ แม็ทธิวส์ ปีกพ่อมดชาวอังกฤษ จากสโมสรแบล็คพูล ที่ขณะนั้นวัย 41 ปีเข้าไปแล้ว โดยได้คะแนนโหวตเฉือน อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน ดาวเตะตัวสำคัญของ เรอัล มาดริด ไปเพียง 3 คะแนนเท่านั้น


โดยที่หลังจากนั้น นักเตะที่โดดเด่นในขวบปีดังกล่าว ก็จะสลับสับเปลี่ยนกันมารับรางวัลตามผลงาน อาทิเช่น อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน ได้รางวัลนี้ไปสองสมัย กับ เรย์มอนด์ โคปา ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส กำลังสำคัญที่พารีล มาดริด คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพต่อเนื่องห้าสมัยซ้อน

เดนิส ลอว์ ,บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ,จอร์จ เบสต์ ทั้งสามคนได้รางวัลในช่วงยุคทองของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดย ชาร์ลตัน พาอังกฤษคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1966 ในขณะที่ เทพบุตรลูกหนัง จอร์จ เบสต์ พาปีศาจแดงคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ในปี 1968

แกร์ด มุลเลอร์ ได้ดาวซัลโวฟุตบอลโลก ก็ได้รับ รางวัลบัลลงดอร์ในปี 1970 

โยฮัน ครัฟฟ์  พาทีม อาแจ็กซ์ครองความยิ่งใหญ่ในระดับสโมสรยุโรป ทำให้เขาได้รับรางวัลนี้ไป ในปี 1971 ที่พาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ ฟรานซ์ เบคเคนบาวร์ ได้รางวัลนี้บ้างหลังจากพาทีมชาติเยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์ยูโร 72

โยฮัน ครัฟฟ์ รับรางวัลอีกสองปีติดต่อกันจากผลงานพาทีมเป็นแชมป์ยูโรเปี้ยนไปครองได้เป็นครั้งที่สาม ส่วนในปีต่อมาก็ สร้างปรากฏการณ์ โททั่ลฟุตบอล พาทีมอัศวินสีส้มก้าวไปชิงชนะเลิศกับเยอรมันตะวันตก แม้ท้ายสุดจะทำได้เพียงรองแชมป์ แต่ฝีเท้าระดับเทวดา ก็ทำให้ได้รับรางวัลนี้ไปครองอย่างไร้ข้อกังขา


จะสังเกตและเห็นได้ชัดว่า การคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ เช่น ฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร ยูโรเปี้ยนคัพ ส่งผลสำคัญในการตัดสินผู้ที่ได้รับรางวัลอยู่แทบทุกครั้ง

  • 1980 คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเนมิกเก้ 
  • ไอ้หนูแก้มแดงแห่งอินทรีเหล็ก เยอรมันตะวันตก กับการคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรป ยูโร 80
  • 1982 เปาโล รอสซี 
  • ได้แชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติอิตาลีและเขาเองก็เป็นดาวซัลโวบอลโลกครั้งนั้น
  • 1984 มิเชล พลาตินี 
  • นโปเลียนลูกหนังแห่งฝรั่งเศส คว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรป ยูโร 84 และเป็นดาวซัลโว
  • 1988 มาร์โก ฟาน บาสเทน เพชฌฆาตพรายกระซิบ พาอัศวินสีส้ม คว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรป ยูโร 88 
  • พร้อมด้วยตำแหน่งดาวซัลโวอีกเช่นกัน
  • 1990 - โลธาร์ มัทเธอุส  เจ้าซุปเปอร์แมน พาทีมเยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์โลก บนแผ่นดินอิตาลี

นั่นคือตัวอย่างการให้รางวัลตามความสำเร็จหลักโดยยึดจากการคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์  แต่อีกสิ่งนึงคือจะไม่มีการให้รางวัลกับนักเตะที่ไม่มีสัญชาติยุโรป เราจึงไม่มีรายชื่อของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่พาอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โลก ในปี 1986 ซึ่งขณะนั้นได้เข้ามาค้าแข้งอยู่ในยุโรปแล้ว ที่นาโปลี  เช่นเดียวกับ มาริโอ แคมเปส ดาวยิงฟ้าขาวรุ่นพี่ที่พาอาร์เจนติน่าเป็นแชมป์โลก

บวกกับการก้าวไปเป็นดาวซัลโว ในฟุตบอลโลก 1978 ที่ตอนนั้น แคมเปส ก็ค้าแข้งอยู่กับบาเลนเซีย  แต่ในเวลาต่อมา ก็มีการเปลี่ยนแปลงกติกา เพื่อให้นักเตะจากทวีปอื่นที่เข้ามาค้าแข้งในยุโรป มีสิทธิ์ที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้บ้าง โดยนักเตะคนแรกที่มีสัญชาตินอกยุโรป แล้วได้รับรางวัลบัลลงดอร์ นั้นคือ


จอร์จ เวอาห์ 

ดาวยิงจากไลบีเรีย ผู้สร้างผลงานอันเอกอุจนกลบรัศมีนักเตะทุกคนในปีนั้น 1995 สร้างแรงบันดาลใจแห่งกับนักเตะจากกาฬทวีปรุ่นต่อมาอีกหลายราย

ในช่วงยุค 90 นอกจากรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมยุโรป หรือ บัลลงดอร์ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งรางวัลที่ทางฟีฟ่าได้จัดขึ้นมาบ้าง คือ นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปี FIFA World Player of the Year 

โดยการโหวตของรางวัลนี้จะให้กัปตันทีมชาติและผู้ฝึกสอน หรือ ผู้จัดการทีมแต่ละชาติที่เป็นสมาชิกฟีฟ่าเป็นผู้ให้คะแนน จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1991 และ ครั้งสุดท้ายในปี 2009 ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว อาจมีนักเตะบางคนที่ได้รับรางวัล ทั้ง บัลลงดอร์ และ FIFA World Player of the Year ไปครองในปีเดียวกัน 

ทางฟีฟ่าจึงได้เจรจากับทาง นิตยสาร ฟร๊องซ์ ฟุตบอล ให้เอารางวัลทั้งสองมารวมกัน แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อว่า “ฟีฟ่า บัลลงดอร์” ว่ากันว่า นั่น คือ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่มีต่อรางวัลอันทรงเกียรตินี้

กติกา การโหวต เป็นการรวมกัน ของทั้งสองรางวัลเดิม คือ มีผู้โหวตแบ่งเป็น 

คะแนนจากนักข่าว ที่มาจากรางวัล บัลลงดอร์ คะแนนจากกัปตันและผู้ฝึกสอน ที่มาจาก FIFA World Player of the Year

จุดนี้เองที่ใครหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า การให้คะแนนของนักเตะและผู้ฝึกสอนนั้นไม่ได้มาตรฐาน เหมือนกับนักข่าวที่รู้และเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารครบถ้วนมากกว่านักฟุตบอลที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกว่าการแข่งขัน ทำให้การให้คะแนน เป็นไปตามชื่อเสียงของนักเตะมากกว่าฟอร์มการเล่นในสนาม


ขออนุญาตยกตัวอย่าง นักเตะที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ตั้งแต่ ปี 1991 ไปจนถึง 2009 เพื่อ เปรียบเทียบช่วงเวลาที่ยังไม่ได้รวมกับฟีฟ่า ว่ามีใครบ้างที่ได้รางวัล 

  • 1991 - ฌอง-ปิแอร์ ปาแปง
  • 1992 - มาร์โก ฟาน บาสเทน 
  • 1993 - โรแบร์โต้ บาจโจ
  • 1994 - ฮริสโต้ สตอยคอฟ 
  • 1995 - จอร์จ เวอาห์
  • 1996 - มัทเธียส ซามเมอร์
  • 1997 - โรนัลโด้
  • 1998 - ซีเนดีน ซีดาน
  • 1999 - ริวัลโด้
  • 2000 - หลุยส์ ฟิโก้
  • 2001 - ไมเคิล โอเวน
  • 2002 - โรนัลโด้
  • 2003 - พาเวล เนดเวด 
  • 2004 - อันเดรย์ เชฟเชนโก้
  • 2005 - โรนัลดินโญ
  • 2006 - ฟาบิโอ คันนาวาโร 
  • 2007 - กาก้า 
  • 2008 - คริสเตียโน โรนัลโด้
  • 2009 - ลิโอเนล เมสซี

ในช่วงเวลาดังกล่าวมีนักเตะที่ได้รางวัล บัลลงดอร์ 18 คน มีเพียงคนเดียวที่ได้รางวัลนี้ซ้ำเป็นครั้งที่สอง คือ โรนัลโด้ ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงกับบาร์เซโลน่าเมื่อยิงไป 34 ประตู ก่อนจะย้ายไปแสดงแสนยานุภาพต่อเนื่องกับอินเตอร์ มิลาน ในปี 1997 และในปี 2002 ที่เขาพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกบนแผ่นดินเอเชีย

โดยนักเตะที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ในช่วงนี้ หากนับกับการคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ ก็จะมี

  • 1996 - มัทเธียส ซามเมอร์
  • “เจ้าชายผมแดง” สวีปเปอร์คนสุดท้าย ที่พา อินทรีเหล็กเยอรมนี คว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูโร 96 
  • 1998 - ซีเนดีน ซีดาน
  • จอมทัพฝีเท้าคลาสสิคนำทัพ”ตราไก่” ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกได้ในบ้านตัวเอง โดย ซีดานเป็นผู้โหม่งทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศ
  • 1999 – ริวัลโด้
  • โคตรบอล คือคำนิยามของนักเตะคนนี้ในเวลานั้น เขาพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โคปาอเมริกาในปีดังกล่าว พร้อมด้วยเป็นดาวซัลโวคู่กับโรนัลโด้
  • 2006 - ฟาบิโอ คันนาวาโร
  • กองหลังคนที่สองที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ด้วยความแข็งแกร่งในเกมรับ ช่วยพาให้ทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์โลก บนแผ่นดินเยอรมัน

ในขณะที่อีก 13 คนที่ได้รับรางวัลก็ล้วนมาจาก ฟอร์มอันยอดเยี่ยม ในแต่ละฤดูกาล จนกระทั่งมีการรวมรางวัลเข้ากับฟีฟ่า และทันทีที่มีการรวมตัวกันของสองรางวัลก็มีปัญหาให้ปวดหัวทันที เมื่อเจ้าของรางวัลในปีแรกของ ชื่อใหม่ คือนักเตะคนเดิม ที่เราคงไม่สงสัยในความสามารถของเค้า แต่การคว้าแชมป์เมเจอร์ที่เคยนำมาตัดสิน กลับเหมือนจะหายไปในการให้คะแนนในปีนี้

  • ปี 2010

ปีที่ทีมชาติสเปนเป็นทีมสุดแกร่ง โดยมี อันเดรส อีเนียสต้า และ ซาบี เฮอร์นันเดส
เป็นแกนหลักของชาติที่ทะยานคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกในประวัติศาสตร์

ปีที่อินเตอร์ มิลานคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ โดยมี เวสลีย์ ชไนเดอร์ เป็นจอมทัพ และยังนำทีมฮอลแลนด์ต่อกรกับสเปนได้อย่างสูสีแม้สุดท้ายจะได้เพียงรองแชมป์โลก

แต่ผู้ได้รับรางวัลปีนั้นคือ ลิโอเนล เมสซี และเขาได้มันต่อเนื่องไปสี่สมัยซ้อน ก่อนที่ รางวัลบัลลงดอร์จะตกอยู่ในมือของนักเตะเพียงสองคน แบ่งเป็น เมสซี 4 สมัย และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อีก 2 สมัย

  • 2010 - ลิโอเนล เมสซี 
  • 2011 - ลิโอเนล เมสซี 
  • 2012 - ลิโอเนล เมสซี 
  • 2013 - คริสเตียโน โรนัลโด้ 
  • 2014 - คริสเตียโน โรนัลโด้ 
  • 2015 - ลิโอเนล เมสซี

สิ้นสุดปี 2015 นิตยสาร ฟร๊องซ์ ฟุตบอล ตัดสินใจคืนเงินค่าลิขสิทธิ์ให้กับฟีฟ่า และกลับมาใช้ชื่อ บัลลงดอร์ เหมือนเดิม โดยหลังจากนั้นก็ยังคงมีนักเตะที่ได้รับรางวัลเพียงสามคน แต่ทว่ามันกลับมาเหมือนจะเข้มขลัง ดังเดิม เมื่อ 

  • 2016 - คริสเตียโน โรนัลโด้
  • โรนัลโด้ได้รางวัลหลังจากพาทีมชาติโปรตุเกส คว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูโร 2016
  • 2017 - คริสเตียโน โรนัลโด้ 
  • ส่วนในปีนี้ โรนัลโด้ ยังเป็นกำลังสำคัญในการพาทีม รีล มาดริด คว้าแชมป์แชมเปี้ยนลีกสามสมัยติดต่อกัน
  • 2018 - ลูก้า โมดริช
  • กัปตันโครเอเชียได้รางวัลบัลลงดอร์เป็นคนแรกในรอบสิบปี นอกจาก สองนักเตะที่ว่ากันว่ามาจากต่างดาว หลังจากพาโครเอเชียเข้าชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส แม้จะจบลงในฐานะผู้พ่ายแพ้ แต่ฝีเท้าของ โมดริด
    ก็ดีพอที่จะทำให้เขาได้รางวัลไปอย่างไร้คำครหา
  • 2019 - ลิโอเนล เมสซี 
  • กลับมาได้รางวัลนี้อีกครั้งเป็นครั้งที่หกในชีวิต จากฟอร์มที่ยังไม่เคยแผ่วมาตลอดสิบปี ทำลายสถิติการยิงประตูอย่างต่อเนื่อง ยิ่งใกล้วันประกาศรางวัล เมสซี่ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายได้รางวัลไปครองอีกครั้ง 
  • 2020 - ?? ยกเลิกการมอบรางวัล เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19
  • ปีนี้เป็นปีที่ว่ากันว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามปกติ รางวัลนี้ต้องตกเป็นของ ยอดดาวยิงชาวโปแลนด์ที่มีชื่อว่า 
  • โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ผู้ทำลายทุกสถิติการยิงประตูในบุนเดสลีกา พร้อมกับพา คว้า 3 แชมป์กับ บาเยิร์น มิวนิก ทั้งบุนเดสลีกา เยอรมัน, เดเอฟเบ โพคาล และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 
  • 2021 
  • เป็นอีกครั้งที่รางวัลบัลลงดอร์ ตกเป็นของ ลิโอเนล เมสซี ซึ่งเป็นสมัยที่ 7 โดยที่หลายฝ่าย ก็รู้สึกเสียดายแทน เลวานดอฟสกี้ เนื่องจากปีนี้ สถิติของเขาก็ยังร้อนแรงเหมือนเดิม แต่การที่ เมสซี คว้าแชมป์โคปา อเมริกา จึงทำให้คะแนนก็ถูกเทมาให้กับยอดนักเตะชาวอาร์เจนติน่า จนได้รับรางวัลนี้ไปครอง 


สถิติและผลงานในปี 2021 ของ เมสซี เทียบกับ เลวานดอฟสกี ดังนี้

ลงสนาม - เมสซี 56 นัด / เลวานดอฟสกี 54 นัด

ยิงประตู - เมสซี 41 ประตู / เลวานดอฟสกี 64 ประตู

แอสซิสต์ (จ่ายให้เพื่อนทำประตู) - เมสซี 17 ครั้ง / เลวานดอฟสกี 10 ครั้ง

แชมป์ - เมสซี 2 รายการ (โคปา อเมริกา, โกปา เดล เรย์) / เลวานดอฟสกี 3 รายการ (บุนเดสลีกา เยอรมัน, เยอรมัน ซูเปอร์ คัพ, แชมป์สโมสรโลก)

คะแนนโหวตบัลลงดอร์ 2021 - เมสซี 613 คะแนน (อันดับ 1) / เลวานดอฟสกี 580 คะแนน (อันดับ 2)


แม้จะน่าเสียดายที่ เลวานดอฟสกี้ จะไม่สามารถคว้ารางวัลนี้ไปครอง แต่จะโทษ เมสซี ที่ได้รางวัลนี้ไปก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เนื่องจากผลงานกับ อาร์เจนติน่า ที่เขาพาทีมคว้าแชมป์นั่น เค้าเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างของทีม เป็นดาวซัลโวสูงสุด แอสซิสต์สูงสุด รวมถึงเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ 

อย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่า รางวัลที่เคยทรงเกียรตินี้ จะกลับมามีมนต์ขลังอีกครั้ง เมื่อการให้คะแนน กลับมาอิงความสามารถในบอลระดับเมเจอร์อีกครั้ง 

แม้วันนี้ นักเตะหลายคน ที่หวังว่าจะได้รางวัล บัลลงดอร์ไปครองซักครั้งจะอยู่ในช่วงบั้นปลายอาชีพ เช่น เลวานดอฟสกี้ ในวัย 33 ปี , เควิน เด บรอย์ ในวัย 30 ,โมฮาเหม็ด ซาล่าห์  29 , คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในวัย 36 หรือกระทั่ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวัย 40 ปี ก็ยังมีโอกาสต่อสู้กับ นักเตะที่กำลังก้าวขึ้นมาอย่าง เอ็มบัปเป้ หรือ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์


ทุกคนยังมีความหวัง เมื่อนักเตะคนแรกที่ได้รางวัลนี้มีอายุ 41 ปี อย่างปู่ เซอร์ สแตนลีย์ แม็ทธิวส์ ที่ได้รับรางวัลเป็นคนแรก อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกแห่งฟุตบอล เราเพียงแค่หวังว่า ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างเหมาะสม แม้คำว่า ยุติธรรม มันอาจไม่มีจริงในโลกแห่งความจริง ความผิดหวังมาคู่กับความสมหวังเสมอ

 

แต่หากทุกชีวิต อยู่อย่างไม่มีความหวัง ชีวิตจะเป็นชีวิตได้อย่างไร

 

และเราหวังเหลือเกินว่า รางวัลแห่งความสำเร็จ จะเป็นหนึ่ง ในแรงจูงใจ ให้พาเราได้เห็นนักฟุตบอลดีๆ

 

ก้าวไปเป็นตำนานคนต่อไปอีก กับ รางวัลบัลลงดอร์

ความคิดเห็น

เว็บไซต์ ZumRoad ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานบนเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว