ล่าสุด OpenAI ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการปล่อยโมเดลภาษาเปิดตัวใหม่สองรุ่น ได้แก่ gpt-oss-120b และ gpt-oss-20b ที่มาพร้อมกับความฉลาดที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางการนำ AI ไปใช้ในองค์กร ทั้งยังช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานลงอย่างมาก โมเดลทั้งสองนี้ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในระดับที่คู่ควร เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการทำงานบนฮาร์ดแวร์ที่ไม่ต้องมีความซับซ้อนสูง
โมเดล gpt-oss-120b มีความสามารถในการประมวลผลถึง 117 พันล้านพารามิเตอร์ และสามารถทำงานได้ดีบน GPU ขนาด 80GB ขณะที่ gpt-oss-20b ที่มาพร้อม 21 พันล้านพารามิเตอร์นั้นสามารถทำงานได้บนอุปกรณ์ที่มีหน่วยความจำเพียง 16GB ซึ่งการออกแบบที่สามารถปรับทั้งขนาดและความสามารถในการใช้งาน ทำให้ผู้ใช้สามารถนำไปใช้งานในหลากหลายสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในคลาวด์หรือบนอุปกรณ์ที่พกพาได้
นอกจากจะเป็นโมเดลที่เปิดให้สามารถปรับเปลี่ยนได้แล้ว ยังใช้สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Mixture-of-Experts (MoE) ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้งานแปดส่วนในการประมวลผล ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการคำนวณได้อย่างมาก โดยโมเดลนี้รองรับการใช้พื้นที่ข้อความขนาด 128,000 โทเคน และมีการอนุญาตภายใต้ Apache 2.0 ที่เปิดให้สามารถใช้งานเชิงพาณิชย์และปรับแต่งได้แบบไม่มีข้อจำกัด
การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางอย่างมากสำหรับ OpenAI ที่มุ่งเน้นการขยายการใช้งานในภาคธุรกิจ ทำให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด AI โดยเฉพาะกับบริษัทคู่แข่งอย่าง Meta และ DeepSeek ที่ให้บริการ AI ในรูปแบบที่ต่างกัน การเปิดตัวในครั้งนี้ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยทั้งสองโมเดลสามารถดาวน์โหลดได้จาก Hugging Face และมีการรวมเข้ากับแพลตฟอร์มที่หลากหลาย เช่น Azure, AWS และ Databricks เพื่อให้การเข้าถึงง่ายและรวดเร็วที่สุด สำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ AI
ในทัศนะของ Neil Shah, VP สำหรับการวิจัยของ Counterpoint Research ระบุว่า “OpenAI กำลังดำเนินการอย่างชาญฉลาดในการแยกตัวออกจากพันธมิตร Microsoft และเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาสามารถใช้งานโมเดลเปิดที่พวกเขาได้พัฒนามาแล้ว รวมทั้งสามารถเลือกใช้คลาวด์ต่าง ๆ เช่น AWS หรือ Google ในอนาคต” ซึ่งหมายความว่าองค์กรต่าง ๆ ควรเตรียมตัวเพื่อรับมือกับความซับซ้อนทางด้านการดำเนินงานในขณะที่พวกเขาได้ประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่าย
สำหรับองค์กรที่มีการใช้งาน AI ในระดับสูง การเลือกใช้โมเดลเปิดนี้อาจมีข้อดีในการลดต้นทุนการดำเนินงาน ขณะเดียวกันการคำนวณต้นทุนรวมถึงค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าบริการ API ที่ต้องจ่ายเมื่อมีการใช้งานสูง อาจทำให้การลงทุนในพื้นฐานเกิดความคุ้มค่าในระยะยาว
การทดสอบในองค์กรต่าง ๆ เช่น AI Sweden, Orange, และ Snowflake ยังได้เริ่มดำเนินการใช้งานจริง ตั้งแต่การโฮสต์บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพื่อความปลอดภัยด้านข้อมูล ไปถึงการปรับแต่งโมเดลสำหรับชุดข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งสอดคล้องกับการใช้จ่ายในด้านเทคโนโลยีของภาคธุรกิจที่คาดว่าจะสูงถึง 4.9 ล้านล้านในปี 2025
สำหรับการใช้งานในองค์กรเองนั้น ความสามารถของ gpt-oss-120b นั้นมีความสามารถในการรับมือกับการทดสอบหลายอย่าง เช่น AIME 2024 และ MATH-500 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ โดยยังมีความสามารถในการเขียนโค้ดที่สูงตามมาตรฐาน ซึ่งตรงนี้เองจะมีส่วนสำคัญในการนำไปใช้ในด้านธุรกิจอัตโนมัติ
สุดท้ายนี้การตัดสินใจของ OpenAI ในการเปิดตัวโมเดลดังกล่าว จะส่งผลต่อแผนการดำเนินงานของ Microsoft ผู้ลงทุนหลัก ในเชิงที่ว่า Microsoft จะต้องมองหาวิธีการอื่นในการสร้างความแข็งแกร่งทางการตลาด เพราะการเปิดตัวโมเดลที่ OpenAI มีอยู่ในตอนนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานมีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับผู้ให้บริการ AI รายอื่น ๆ ได้มากขึ้น ดังนั้นการทำให้การใช้ AI มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น จะเป็นแนวทางที่องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องพิจารณาในอนาคต