ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบก่อนรองชนะเลิศ โชว์การต่อสู้ที่เข้มข้นเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยสามารถเอาชนะ ลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์ 4-0 ที่สนามเอติ ฮัด สเตเดี้ยม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งนัดที่แฟนบอล 'เรือใบสีฟ้า' จะไม่มีวันลืม
เกมนี้ แมนฯ ซิตี้ ไม่มี โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมที่ติดโทษแบน และทำให้ เป๊ป ไรน์เดอร์ส มือขวาของเขาเป็นคนคุมทีม โดยมาในระบบ 4-3-3 ส่วน ลิเวอร์พูล มาในแผน 4-2-2-2 โดยมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ อูโก้ เอกีตีเก้ เป็นคู่กองหน้า
เกมเริ่มขึ้นได้ไม่ถึง 40 นาที แมนฯ ซิตี้ มาได้จุดโทษเมื่อ นิโค่ โอไรลี่ ถูก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ฟาวล์จากด้านหลัง ก่อนที่ เออร์ลิง ฮาแลนด์ จะเป็นคนยิงจุดโทษเข้าประตูไปถึง 1-0 และไม่ทันไรไม่นานเจ้าถิ่นก็หนีห่างได้อีก ประตู 2-0 จากการโหม่งของ ฮาแลนด์ ในช่วงนาทีที่ 42
ครึ่งหลังซิตี้มาได้ประตูที่สามในนาทีที่ 50 จาก อ็องตวน เซเมนโย่ ที่จ่ายให้กับ ฮาแลนด์ ได้ซัดบอลตุงตาข่าย และทำให้สกอร์ขยับเป็น 3-0 ขณะที่เสียงเชียร์จากแฟนบอลดังสนั่นที่เอติ ฮัด สเตเดี้ยม แต่ซิตี้ยังไม่หยุดแค่นั้นในนาทีที่ 57 ฮาแลนด์ ได้บอลจาก นิโค่ โอไรลี่ โดยยิงเช็ดใต้คานไปอีกเป็น 4-0
หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล พยายามจะตีไข่แตกและได้จุดโทษจากจังหวะที่ เอกีตีเก้ ถูกทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ แต่ โม ซาลาห์ กลับยิงพลาดให้ เจมส์ แทร็ฟฟอร์ด เซฟไว้ได้แน่นอนเกมนี้ทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องพลาดโอกาสในการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ อีกครั้ง ขณะที่แมนฯ ซิตี้ ได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศอย่างสวยงาม
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีมในเกมนี้คือ แมนฯ ซิตี้: เจมส์ แทร็ฟฟอร์ด - มาเตวส์ นูเนส, อับดูโกดีร์ คูซานอฟ, มาร์ค เกฮี, นิโค่ โอไรลี่ - แบร์นาร์โด้ ซิลวา, โรดรี้ - อ็องตวน เซเมนโย่, รายาน แชร์กี, เจเรมี่ โดกู - เออร์ลิง ฮาแลนด์ ส่วน ลิเวอร์พูล: จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ - โจ โกเมซ, อิบราฮิมา โกนาเต้, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, มิลอส เคอร์เคซ - ไรอัน กราเฟนแบร์ค, เคอร์ติส โจนส์ - โดมินิก โซบอสไล, โฟลเรียน เวียร์ตซ์ - โมฮาเหม็ด ซาลาห์, อูโก้ เอกีตีเก้
หลังสงครามแย่งชิงในสนามในค่ำคืนที่ผ่านมา แฟนบอลและนักวิเคราะห์ต้องจับตามองต่อไปว่า แมนฯ ซิตี้ จะก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจต่อไปในรอบต่อไป