เบื้องหลังการวางขาย Pokémon แบบ 2 เวอร์ชันที่แฟนเกมไม่เคยรู้ – มาริโอ้อยู่เบื้องหลัง?

เบื้องหลังการวางขาย Pokémon แบบ 2 เวอร์ชันที่แฟนเกมไม่เคยรู้ – มาริโอ้อยู่เบื้องหลัง?

ใครที่เป็นแฟนซีรีส์ Pokémon มายาวนานคงรู้ดีว่าเมนไลน์เกมทุกภาคตั้งแต่ยุคยุค Game Boy มักจะถูกวางขายเป็นคู่เสมอ เช่น Red/Green, Gold/Silver, Sword/Shield จนถึง Scarlet/Violet ที่เปิดตัวในปี 2022 แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า เหตุผลเบื้องหลังการปล่อยเกมเป็นสองเวอร์ชันคืออะไร? ล่าสุดมีข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจเปิดเผยจากการประชุมผู้ถือหุ้น Nintendo ซึ่งเชื่อมโยงถึงเกมในตำนานอย่าง Mario และหนึ่งในนักพัฒนาเกมชื่อก้องโลกอย่าง Shigeru Miyamoto

โปเกมอนได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นปี 1996 (Red และ Green) จนกระทั่งทะยานสู่ชื่อเสียงระดับโลก วางรากฐานของวัฒนธรรม game* ยุคใหม่ และกลายเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล โดยรวมยอดขายเกม สินค้า การ์ตูน และอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ยอดรวมพุ่งทะลุ 103 พันล้านดอลลาร์แล้วในปี 2024

แต่เบื้องหลังกลยุทธ์การแยกวางจำหน่าย *เกมส์* ในรูปแบบคู่ที่ทำให้ผู้เล่นต้องเลือกซื้อระหว่างสองเวอร์ชันอย่าง “Red หรือ Green”, “Silver หรือ Gold” กลับมีจุดเริ่มต้นที่คาดไม่ถึง – Mario และบทสนทนาระหว่าง Shigeru Miyamoto กับ Satoshi Tajiri (ผู้สร้าง Pokémon)

ใน transcript ของการประชุมผู้ถือหุ้นล่าสุด Miyamoto ได้กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับศักยภาพทางการตลาดของซีรีส์ Mario Kart บนเครื่อง Switch รุ่นใหม่ แต่ระหว่างการพูดคุยนั้นได้มีการเปิดเผยเรื่องราวประทับใจที่ย้อนกลับไปก่อน Pokémon จะถูกปล่อยให้เล่นด้วยซ้ำ

Miyamoto เล่าว่า Satoshi Tajiri ครั้งหนึ่งเคยพูดกับเขาว่า หาก Nintendo อยากให้เกมใดทำยอดขายแซงหน้า Mario ได้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นคือ “ขาย 2 แผ่นของเกมเดียวกัน ให้คนคนเดียวซื้อ!” แม้ Miyamoto จะไม่ได้พูดชัดว่า นั่นทำให้ Nintendo ตัดสินใจทำ Pokémon เป็นเวอร์ชันคู่ตั้งแต่แรกหรือไม่ แต่ก็ยืนยันว่าหลังจากบทสนทนานั้น Pokémon ก็เปิดตัวด้วยโครงสร้าง *game* แบบคู่เสมอ และใช้กลยุทธ์นี้มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

กลยุทธ์เรือนล้านนี้ไม่ใช่แค่ตั้งใจให้แฟน ๆ ซื้อสองเวอร์ชัน แต่ยังส่งเสริมระบบ “แลกเปลี่ยน” (Trade) ของโปเกมอน ซึ่งช่วยสร้างชุมชนผู้เล่นให้เชื่อมถึงกันทั่วโลก เพราะ Pokémon บางตัวมีเฉพาะในเวอร์ชันใดเวอร์ชันหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์พิเศษที่ทำให้การ *วิเคราะห์เกม* หรือวางแผนเล่นแต่ละเวอร์ชันแตกต่างกัน เช่น การวิวัฒนาการของโปเกมอนบางตัวที่ต้องใช้การแลกเปลี่ยน (trade evolution)

แต่ Pokémon ไม่ใช่ซีรีส์เดียวของ Nintendo ที่เคยใช้โมเดลนี้ ซีรีส์ Fire Emblem เองก็เคยทดลองในปี 2015 กับเกม Fire Emblem Fates ที่ออกมาสองเวอร์ชันคือ Birthright และ Conquest โดยมีเนื้อเรื่องแยกกันชัดเจน ทำให้การเล่นเกมเต็มรูปแบบต้องซื้อทั้งสองเวอร์ชัน รวมถึงเวอร์ชันพิเศษที่รวมทุกเนื้อหาไว้ด้วย นั่นทำให้เกิดเสียงวิจารณ์และข้อถกเถียงในหมู่ผู้เล่นว่า Nintendo มองเงินมากกว่าคุณภาพการเล่น และสุดท้าย Fire Emblem ก็กลับมาใช้แผนการวางจำหน่ายแบบเกมเดียวอีกครั้ง

ในขณะที่ Pokémon ยังคงยืนหยัดใช้โมเดลเกมคู่ได้อย่างแข็งแกร่ง โดย *Pokemon Scarlet และ Violet* ในปี 2022 ก็สามารถทำยอดขายรวมทั้งสินค้า Merchandise ได้มากถึง $2.5 ถึง $3 พันล้าน ภายในเดือนตุลาคม 2025 และล่าสุดภาคแยกอย่าง Pokémon Legends: Z-A ก็สามารถเปิดตัวอย่างงดงาม มียอดขายขึ้นเป็นอันดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์ของแฟรนไชส์

กระแสยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง สำหรับ Pokémon ในอนาคต ซึ่งเกมเมนไลน์รุ่นต่อไปถูกลือว่าจะใช้ชื่อว่า Pokémon Wind และ Pokémon Waves ซึ่งหากเป็นจริงก็บ่งชี้ว่าโมเดล "สองเกม" ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Nintendo และน่าจะยังไม่ถูกรื้อถอนง่าย ๆ

จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงบทสนทนาขำขันระหว่างนักพัฒนาเกมสู่โมเดลธุรกิจระดับพันล้าน สิ่งนี้แสดงถึงอัจฉริยะในการวางกลยุทธ์ของ Nintendo ที่ไม่เพียงเป็นผู้ผลิต *เกมส์* เท่านั้น แต่ยังเข้าใจในวิธีสร้างอาณาจักรแห่งความสนุกที่จะอยู่ในหัวใจแฟน *game* ไปอีกนานแสนนาน

ส่วนใครที่สนใจติดตามรายละเอียดเกมต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น *วิเคราะห์บอล* เกมฮิต, รีวิวเกมใหม่, และบทสรุปเกมส์ ต่าง ๆ สามารถเข้าชมเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง IGN หรือ GameSpot ที่มักรายงานข่าวสารเกมไว้ครบถ้วนและแม่นยำ

ที่มา: GamesRadar+, IGN, Nintendo Shareholder Meeting Transcript

เว็บไซต์ ZumRoad ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานบนเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว