Ferrari ได้ประกาศว่าในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ จะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ ซึ่งนี่เป็นการข้ามเส้นตามที่เคยพูดถึงกันว่า "ขอให้แห่งนรกเยือกแข็ง" ก่อนที่ Ferrari จะก้าวเข้าสู่วงการรถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่าการเผยแพร่นั้นจะเป็นไปตามกระบวนการหลายขั้นตอน โดยจะเริ่มจากการเผยโฉม "หัวใจทางเทคนิค" ของรถ ก่อนที่จะมาเปิดเผยการออกแบบภายในในปี 2026 และจะมีการเปิดตัวเต็มรูปแบบในภายหลังในปีเดียวกัน
ในขณะเดียวกัน มีข่าวลือจาก Reuters ว่า Ferrari อาจเลื่อนการเปิดตัวรถไฟฟ้าคันที่สองออกไปอย่างน้อยสองครั้ง เนื่องจาก "ไม่มีความต้องการ" โดยรายงานกล่าวว่ารถรุ่นนี้อาจไม่สามารถเปิดตัวได้ถึงปี 2028 แต่ CEO ของ Ferrari, Benedetto Vigna ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือนี้โดยชี้ให้เห็นว่ารถรุ่นที่สอง ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการท่ี่จะเรียกว่า "รุ่นที่สอง"
ในระหว่างการประชุมผลประกอบการไตรมาสที่สอง CEO ของ Ferrari กล่าวถึงความเชื่อมั่นในความสำเร็จของรถ EV คันแรก ว่า "ไม่มีชั่วโมงใดที่ล่าช้า" และเขาเองมีโอกาสได้ทดลองขับรถต้นแบบในสนามพร้อมกล่าวถนอมนโยบายว่าตื่นเต้นมากกับการเปิดตัวที่จะมาถึง
จากข้อมูลที่มีถึงตอนนี้ รถ EV คันแรกของ Ferrari อาจจะมีราคามากกว่า 500,000 ดอลลาร์ และคาดว่าจะผลิตในจำนวนต่ำ ขณะที่โมเดลที่ตามมาซึ่งยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการอาจมีการผลิตสูงถึง 5,000 ถึง 6,000 คันในช่วง 5 ปี
สิ่งที่น่าสนใจคือ Ferrari มีแผนให้รถ EV และไฮบริดมีสัดส่วนถึง 80% ของยอดขายรวม โดยจะมีส่วนที่เหลือสำหรับรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป ในขณะนี้เครื่องยนต์ V-12 ยังคงอยู่ในรุ่น Purosangue SUV และขณะนี้อยู่ในรูปแบบที่ยังมีให้อยู่ในโครงการ Icona Series
ขณะที่คู่แข่งอย่าง Lamborghini ได้ประกาศเลื่อนเปิดตัวรถ EV รุ่น Lanzador ออกไปถึงปี 2029 และอาจยังคงมีเครื่องยนต์สันดาปแบบ Plug-in Hybrid เข้าไปด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีแบรนด์อย่าง Koenigsegg และ Pagani พูดถึงความไม่สนใจของลูกค้าต่อรถไฟฟ้า รวมถึง Bugatti Rimac ที่ CEO ของบริษัทได้เผยว่ายอดขายของรถไฟฟ้าในกลุ่มลูกค้าที่ร่ำรวยนั้นยังไม่ดีที่สุด
ในเมื่อ Ferrari ยังมุ่งมั่นในการเปิดตัวรถไฟฟ้าคันแรกในปี 2026 การเปรียบเทียบกับรถซูเปอร์คาร์จากค่ายอื่นอย่าง Nevera อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ Ferrari จะไปถึงจุดนั้นได้